Publish Date: 24/08/2026
ธุรกิจแพลตฟอร์มได้กลายเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล และเปิดโอกาสให้คนจำนวนมากเข้าสู่การทำงานที่ยืดหยุ่น โดยคาดว่ามูลค่าธุรกิจบริการดิจิทัลในไทยจะเพิ่มจาก 3.1 แสนล้านบาท ในปี 2566 เป็น 5.2 แสนล้านบาท ในปี 2570 และในปี 2568 รองรับแรงงานเกือบ 4.6 แสนคน อย่างไรก็ตาม ความยืดหยุ่นนี้มาพร้อมกับช่องว่างด้านการคุ้มครอง เนื่องจากแรงงานไม่มีสถานะเป็นลูกจ้าง ทำให้ต้องเผชิญ (1) รายได้และสวัสดิการไม่มั่นคง จากค่าตอบแทนที่ไม่แน่นอนและต้นทุนที่ต้องแบกรับเอง (2) ความเสี่ยงด้านสุขภาพและความปลอดภัย จากแรงกดดันให้ทำงานวันละ 10-12 ชั่วโมง และ (3) อำนาจต่อรองที่จำกัด โดยแพลตฟอร์มสามารถกำหนดหรือเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการทำงานได้ฝ่ายเดียว ขณะที่หลักเกณฑ์การจัดสรรงาน การประเมินผล และการระงับบัญชีผ่านระบบอัลกอริทึมยังไม่ชัดเจน อีกทั้ง ระบบให้คะแนนจากลูกค้ามีผลต่อโอกาสได้รับงาน แต่ช่องทางร้องเรียนหรืออุทธรณ์ยังเข้าถึงได้ยากและใช้เวลานาน
ที่มา : สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ม.ป.ป.)
ทั้งนี้ ภาครัฐได้เริ่มพัฒนากลไกคุ้มครอง เช่น การผลักดันร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมและคุ้มครองผู้ประกอบอาชีพอิสระ พ.ศ. .... และการจัดตั้งคณะอนุกรรมการศึกษาแนวทางกำหนดค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์ขั้นต่ำสำหรับผู้ทำงานบนแพลตฟอร์ม บทเรียนจากต่างประเทศมีแนวทางคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์ม 2 รูปแบบ ได้แก่ (1) ใช้กฎหมายแรงงานเดิม โดยให้ศาลพิจารณาจากสภาพการทำงานจริง เช่น สหราชอาณาจักร ที่รับรองคนขับ Uber เป็นผู้ปฏิบัติงาน (Worker) จึงได้รับสิทธิพื้นฐาน แม้สัญญาระบุว่าเป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระ และ (2) ออกกฎหมายเฉพาะสำหรับแรงงานแพลตฟอร์ม โดยไม่จำเป็นต้องกำหนดสถานะเป็นลูกจ้าง แต่สามารถกำหนดสิทธิและความคุ้มครองเฉพาะด้านให้เหมาะกับลักษณะงาน ขณะที่ในระดับสากล ILO รับรองอนุสัญญาว่าด้วย “งานที่มีคุณค่าในระบบเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม” ในปี 2569 โดยเน้นการพิจารณาสถานะการทำงานจากสภาพการทำงานจริง และคุ้มครองสิทธิด้านค่าตอบแทน ความปลอดภัย ประกันสังคม การรวมตัวและเจรจาต่อรอง รวมถึงความโปร่งใสในการบริหารงานผ่านระบบอัลกอริทึม ซึ่งประเทศไทยควรนำแนวทางดังกล่าวมาปรับใช้ โดยเร่งทบทวนและผลักดันร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมและคุ้มครองผู้ประกอบอาชีพอิสระ กำหนดหน้าที่ของแพลตฟอร์มด้านความโปร่งใส ตลอดจนส่งเสริมการรวมตัวของแรงงานเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและร่วมกำหนดมาตรการคุ้มครองที่เหมาะสม