Publish Date: 25/05/2026
การก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอดส่งผลให้การดูแลด้านที่อยู่อาศัยแก่ผู้สูงอายุเป็นประเด็นหนึ่งที่มีความท้าทาย ที่ผ่านมาภาครัฐพยายามผลักดันแนวคิด “การสูงวัยในถิ่นที่อยู่ (Aging in Place)” ที่เน้นให้ผู้สูงอายุสามารถดำรงชีวิตอยู่ในบ้านหรือชุมชนเดิม โดยมีมาตรการสนับสนุนด้านต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม บริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปได้ลดทอนศักยภาพของครอบครัวในการดูแลผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุจำนวนมากต้องอยู่ลำพัง และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น แนวคิดดังกล่าวจึงอาจไม่สามารถตอบโจทย์ได้ในทุกกรณี ทั้งนี้ ผลการสำรวจของสถาบันวิจัยประชากรและสังคมมหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า แม้คนส่วนใหญ่จะต้องการอาศัยอยู่ที่เดิมในยามเกษียณ แต่คนรุ่นใหม่มีแนวโน้มไม่มีบุตรเพิ่มขึ้น ทำให้ความต้องการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุแบบครบวงจรและสถานสงเคราะห์ ได้รับความสนใจมากขึ้น ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ปี 2568 พบว่าประเทศไทยมีโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อผู้สูงอายุ (Residential) หรือ “บ้านพักคนชรา” จำนวน 96 แห่ง รองรับได้เกือบ 1.6 หมื่นคน โดยมีความต้องการใช้บริการอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้มีรายได้น้อยยังเข้าถึงได้จำกัด สะท้อนได้จากกรณีบ้านบางแคที่มีผู้สูงอายุรอคิวเข้าพักมากกว่า 6,000 คน แต่รองรับได้เพียง 250 คน นอกจากนี้ ระบบที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุของไทยยังเผชิญข้อจำกัดสำคัญ ได้แก่ (1) ข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการ เนื่องจากหน่วยบริการส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในจังหวัดหัวเมืองหลัก ขณะที่บางจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุที่ไม่ได้ทำงานสูงกลับมีหน่วยบริการรองรับน้อย และ (2) ข้อจำกัดด้านจิตใจและสังคม (Psychosocial) เนื่องจากผู้สูงอายุบางกลุ่มอาจไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์ใหม่ในที่อยู่อาศัยใหม่ได้และนำไปสู่ความโดดเดี่ยว อีกทั้ง การอยู่อาศัยในที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุโดยเฉพาะอาจทำให้ขาดปฏิสัมพันธ์กับคนต่างวัย และส่งผลต่อสุขภาพจิตและคุณภาพชีวิตในระยะยาว ประกอบกับการออกแบบที่อยู่อาศัยที่เน้นความปลอดภัยมากเกินไป อาจทำให้บรรยากาศคล้ายสถานพยาบาล จนผู้สูงอายุรู้สึกสูญเสียความเป็นอิสระในชีวิต
ที่มา : สำนักงานสถิติแห่งชาติ
สัดส่วนผู้สูงอายุที่ไม่ได้ทำงาน รายจังหวัด ปี 2567
ที่มา : สำนักงานสถิติแห่งชาติ
ทั้งนี้ หลายประเทศจึงได้เริ่มพัฒนารูปแบบการดูแลผู้สูงอายุที่หลากหลายมากขึ้น อาทิ ฝรั่งเศส มีระบบครอบครัวอุปถัมภ์สำหรับผู้สูงอายุ เนเธอร์แลนด์ เปิดให้นักศึกษาเข้าพักร่วมกับผู้สูงอายุเพื่อแลกกับการทำกิจกรรมร่วมกัน และ เยอรมนี มีบ้านพบปะหลายช่วงวัย เพื่อเปิดพื้นที่ให้คนทุกช่วงวัยใช้ชีวิต ทำกิจกรรม และเรียนรู้ร่วมกัน ขณะที่ประเทศไทยมี “ลำสนธิโมเดล” จังหวัดลพบุรี ซึ่งเป็นการพัฒนาระบบดูแลผู้สูงอายุในชุมชนผ่านความร่วมมือของภาคส่วนต่าง ๆ ตลอดจนมีวิสาหกิจเพื่อสังคมเข้ามามีบทบาทในการดูแลผู้สูงอายุ เช่น Joy Ride บริการรับส่งและดูแลผู้สูงอายุระหว่างเดินทาง และ “เยือนเย็น” ดูแลผู้สูงอายุระยะท้ายที่บ้าน สะท้อนว่า การดูแลด้านที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเพียงบ้านพักคนชราเท่านั้น แต่สามารถพัฒนาควบคู่กับระบบการดูแลที่เชื่อมโยงกับชุมชนและที่อยู่อาศัยเดิม โดยอาจมีแนวทางสำคัญ ได้แก่ (1) การส่งเสริมที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุให้มีความหลากหลาย ผ่านมาตรการสนับสนุนภาคเอกชนและชุมชน เช่น สิทธิประโยชน์ทางภาษี การสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือการจัดสรรที่ดินของรัฐ โดยควรกำหนดเงื่อนไขควบคู่ เช่น การจัดสรรสัดส่วนที่พักราคาที่เข้าถึงได้สำหรับผู้สูงอายุรายได้น้อย รวมถึงนำอาคารร้างหรือสถานที่ที่ไม่ได้ใช้งานมาปรับใช้ (2) การพัฒนาเครือข่ายการดูแลผู้สูงอายุในชุมชน ให้ครอบคลุมทั้งมิติสุขภาพและมิติทางสังคม อาทิ การจัดกิจกรรมระหว่างวัย การส่งเสริมการช่วยเหลือกันในกลุ่มเพื่อนบ้าน และ (3) การสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคมในการพัฒนาระบบที่อยู่อาศัยของคนต่างวัย อาทิ การจัดตั้งระบบการแบ่งปันที่อยู่อาศัยที่มีวิสาหกิจเพื่อสังคมเป็นตัวกลางในการบริหารจัดการ เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถอาศัยอยู่ในบ้านเดิมได้ต่อไป และลดความความโดดเดี่ยว