Publish Date: 24/08/2026
การใช้สื่อออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นของเด็กและเยาวชนได้เพิ่มช่องทางให้ผู้ไม่หวังดีเข้าถึงเด็กผ่านการล่อลวงออนไลน์ (Online Grooming) โดยเริ่มจากการสร้างความสัมพันธ์และความไว้ใจ ก่อนจะชักชวนให้ย้ายจากพื้นที่สาธารณะไปพูดคุยในช่องทางส่วนตัว เมื่อเด็กเริ่มแยกตัวจากคนรอบข้างและผู้กระทำผิดมีอำนาจควบคุมมากขึ้น บทสนทนาก็จะเปลี่ยนไปสู่เรื่องเพศ อาทิ ขอภาพหรือวิดีโอส่วนตัว ไปจนถึงนัดพบเพื่อล่วงละเมิดทางเพศ ที่น่ากังวลคือ แม้ว่าเด็กร้อยละ 58.0 ตระหนักว่าการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวแก่คนแปลกหน้าทางออนไลน์จะเสี่ยงมาก แต่ร้อยละ 47.0 กลับเคยเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว และร้อยละ 10.0 เคยนัดพบคนที่รู้จักครั้งแรกทางอินเทอร์เน็ต โดยกว่าครึ่งรู้สึกตื่นเต้นหรือมีความสุขจากการพบปะ
หลายประเทศจึงปรับแนวทางคุ้มครองเด็กจากการล่อลวงออนไลน์ จากเดิมที่เน้นให้เด็กและผู้ปกครองระมัดระวัง สู่การกำหนดให้แพลตฟอร์มร่วมรับผิดชอบ ผ่านการตรวจสอบอายุ ประเมินความเสี่ยง และออกแบบบริการให้ปลอดภัยสำหรับเด็ก เช่น ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส พร้อมนำ AI และเทคโนโลยีดิจิทัล มาวิเคราะห์บทสนทนา ตรวจจับ และสกัดกั้นพฤติกรรมเสี่ยง รวมถึงใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนการสืบสวนและบังคับใช้กฎหมาย
สำหรับประเทศไทย ได้เริ่มมีการขับเคลื่อนมาตรการเพื่อยกระดับการคุ้มครองเด็ก อาทิ การนำหลัก Duty of Care มาใช้กำหนดหน้าที่แพลตฟอร์มในการป้องกันและลดความเสี่ยงต่อเด็กและเยาวชน และเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2568 คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติหลักการร่างกฎหมายเพิ่มฐานความผิดเกี่ยวกับการกระทำต่อเด็กผ่านสื่อออนไลน์ 5 ประเภท ได้แก่ การล่อลวงเพื่อวัตถุประสงค์ทางเพศ การพูดคุยเรื่องเพศที่ไม่เหมาะสม การแบล็กเมลทางเพศ การติดตามคุกคาม และการกลั่นแกล้งรังแกออนไลน์ ขณะเดียวกัน ควรเสริมทักษะ Digital Literacy ให้เด็กสามารถรู้ทันกลวิธีของผู้กระทำผิด ประเมินความน่าเชื่อถือของบุคคล และรู้จักปฏิเสธหรือขอความช่วยเหลือเมื่อเผชิญความเสี่ยง